บัญชีทีเบรค ความรู้ทางการบัญชีที่นำมาพูดคุยให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยนักบัญชีช่างเล่าและเข้าใจปัญหา


 
ทำบัญชีอย่างง่าย
Front Office & Back Office
เกร็ดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีของกิจการ SMEs
การแก้ไขมาตรฐานการบัญชี
ใบกำกับภาษี (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
 
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า
 


Download ตัวอย่างงบการเงิน

  งบการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548
  งบการเงิน บมจ. ยงไทย
 

   
รูปแบบทางธุรกิจ วิโรจน์ เฉลิมรัตนา
  ๑๖ พ.ย. ๔๔  

 
      รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผมมักจะได้รับคำถามอยู่เสมอว่า กำลังจะเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าจะเตรียมการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องบัญชี เลยเห็นว่าน่าจะกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้สำหรับเป็นข้อมูลประกอบความเข้าใจ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะกำลังวางแผนจะทำธุรกิจของตนเองอยู่เหมือนกัน

ณ จุดเริ่มต้น ผมคิดว่าต้องถาม และตอบคำถามพื้นฐานกับตัวเองก่อนดังนี้
  1. ธุรกิจที่เราอยากจะทำนั้น คือธุรกิจเกี่ยวกับอะไร เป็นไปได้ในเชิงการตลาด ข้อนี้สำคัญที่สุด
  2. ลักษณะของกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร
  3. ขนาดและเงินทุนหมุนเวียน
  4. จำนวนบุคลากรหรือพนักงานในบริษัท
  5. มีใครถือหุ้นร่วมกับเราบ้าง
คำถามเบื้องต้นเหล่านี้ เพื่อนำมาพิจารณาว่าเราควรจะใช้รูปแบบทางธุรกิจในรูปใด จะทำในรูป กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือว่าบริษัทจำกัด

รูปแบบทางธุรกิจที่พูดถึงนี้ มีผลต่อการวางแผนในการดำเนินธุรกิจ การจัดทำบัญชี การเสียภาษีเงินได้ และมีผลต่อการให้บริการ หรือการขายสินค้าต่อลูกค้า ทั้งสิ้น

เคยเห็นหลายๆ คนดำเนินการทางธุรกิจโดยไม่ได้วางแผนรูปแบบของกิจการไว้ก่อน เร่งดำเนินการค้าการขายไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เตรียมการระบบต่างๆ ไว้รองรับ เมื่อถึงเวลาจึงมาพบว่ารูปแบบที่ตนเองจัดตั้งขึ้นมาในตอนแรกนั้น ไม่เหมาะกับลักษณะของธุรกิจที่ตนทำ และที่สำคัญทำให้ไม่มีการวางแผนภาษีอากรไว้เลย

รูปแบบทางธุรกิจแบบ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลนั้นตามกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องจัดทำบัญชี เพื่อนำส่งงบการเงินให้กับหน่วยงานราชการ การเสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. ๙๐) ซึ่งอัตราภาษีก็เป็นลักษณะอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ ร้อยละ ๕, ๑๐, ๒๐, ๓๐ และ ๓๗ ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนก็จะเป็นแบบเหมา ไม่ได้หักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยว่า เงินได้บางประเภทสามารถเลือกหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง หรือที่กรมสรรพากรเรียกว่า ตามจำเป็นและสมควรได้ แต่ก็มีหลักปฏิบัติที่จำง่ายๆว่า หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรแล้ว ต้องจัดทำบัญชี เพื่อสรุปค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และต้องเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐาน พร้อมสำหรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรด้วย

กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เป็นรูปแบบกิจการแบบง่าย ขนาดไม่ใหญ่ กล่าวคือกิจการเจ้าของคนเดียวก็คือ เป็นตัวเราเอง ไม่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล ต่างออกมาหน่อยคือ ประกอบด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆคือ มากกว่า ๑ คน โดยหลักการแล้วห้างหุ้นส่วนสามัญ ต่างกับคณะบุคคลตรงที่ คณะบุคคลมักจัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการใดๆ เป็นการเฉพาะ และมักจะไม่ได้มุ่งเพื่อการค้า และหากำไร และอาจจะยุบหรือเลิกเมื่อได้ทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจแล้ว แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวจะหายไป และส่วนใหญ่ก็มักจะจัดตั้งขึ้น เพื่อประกอบกิจกรรมเพื่อการค้าโดยทั่วไป ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล

ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เกิดขึ้นโดยมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน และสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลแล้วแต่กรณี เมื่อจัดตั้งแล้วหากมีรายได้ ก็จะต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรจากกรมสรรพากร เมื่อครบรอบปีตามปีภาษี ซึ่งตรงกับปีปฏิทิน ก็ต้องนำส่งแบบ ภ.ง.ด.๙๐ ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล ไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงพาณิชย์

ส่วนกิจการเจ้าของคนเดียวนั้น ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาจัดตั้ง และยิ่งไม่ต้องจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ในแง่การเสียภาษีจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาซึ่งอาจเป็นในชื่อบุคคลนั้นหรืออาจมีชื่อในทางการค้า ยกตัวอย่าง เช่น นายสำราญ ทำการค้าขายของชำ โดยตั้งชื่อร้านว่า อรุณสวัสดิ์ อย่างนี้ก็ต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามร้านอรุณสวัสดิ์ เป็นต้น

ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทนั้น ในทางกฎหมายถือว่าเป็นนิติบุคคล เวลาจัดตั้งก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์ และอยู่ในบังคับต้องจัดทำบัญชี และนำส่งงบการเงินแก่หน่วยงานราชการ อันได้แก่ กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์ มีรอบบัญชี ๑๒ เดือน รอบบัญชีไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามปีปฏิทิน แต่ต้องกำหนดว่ารอบบัญชีของตนเริ่มและสิ้นสุดวันที่เท่าไร เช่น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31 มีนาคม แต่บังคับว่าต้องมี ๑๒ เดือน

ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดนั้นเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งใช้ฐานของกำไรสุทธิมาคำนวณภาษี ปัจจุบันอัตราภาษีร้อยละ ๓๐ ของกำไรสุทธิ และเป็นอัตราภาษีอัตราเดียวตายตัว

การจัดทำบัญชี และการเสียภาษีเงินได้ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด นั้นอาจกล่าวได้ว่าเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ส่วนที่แตกต่างกันของรูปแบบทั้งสองน่าจะอยู่ที่โครงสร้าง และรายละเอียดที่จะนำมาเสนอในงบการเงิน และแบบของรายงานทางการเงิน เช่น จะเรียกว่าผู้เป็นหุ้นส่วนสำหรับ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด และเรียกว่าผู้ถือหุ้นสำหรับบริษัทจำกัด ส่วนว่าจะจัดตั้งในรูปใดนั้นคงจะต้องพิจารณาว่าโครงสร้างของทั้งสองรูปแบบนี้ มีข้อแตกต่างกัน กล่าวคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเป็นลักษณะที่คนสองคนขึ้นไปมาร่วมเป็นหุ้นส่วนกัน คล้ายๆ กับมาลงขันกัน ส่วนบริษัทจำกัดจะเป็นลักษณะที่บริษัทมีการแบ่งทุนจดทะเบียนออกเป็นหน่วยย่อย และมีผู้เข้ามาซื้อหุ้นที่แบ่งนั้น เงินค่าหุ้นดังกล่าวถือว่าเป็นทุนของบริษัท นอกจากนี้จำนวนหุ้นส่วน และความสัมพันธ์ของผู้เข้าร่วมหุ้น และขนาดของกิจกรรมที่จะทำก็เป็นปัจจัยที่จะใช้พิจารณาว่าจะจัดตั้งในรูปแบบใด ผมมีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันในประเทศไทยนิยมจัดตั้งในรูปบริษัทจำกัดมากกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากว่า รูปแบบบริษัทจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า และโครงสร้างก็ค่อนข้างจะเป็นทางการมากกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด

ประเด็นเพิ่มเติมก็คือ รูปแบบธุรกิจที่ว่ามาทั้ง ๕ แบบนั้น หากเข้าเงื่อนไขว่าประกอบกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายได้เกินกว่า ๑.๒ ล้านบาท แล้ว ก็ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหากอีก และมีหน้าที่ ความรับผิดชอบเฉพาะ ซึ่งโดยหลักๆ แล้วก็คือต้องยื่นเสียภาษีขายเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ และสามารถนำ ภาษีซื้อ ซึ่งจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ มาขอคืนได้ โดยใช้วิธีการนำภาษีซื้อมาหักภาษีขาย หากภาษีขายมากกว่า ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ประเด็นที่อยากจะบอกในที่นี้คือ คนทั่วไปมักเข้าใจผิดอยู่ ๒ ประเด็นคือ

ประเด็นแรก คือ เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แล้ว ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งความจริงแล้วไม่จำเป็น แต่ในทางปฏิบัติ กิจกรรมส่วนใหญ่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่วนใหญ่มักมีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้แล้ว กิจการส่วนใหญ่ต้องการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อ ทำให้มักจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มในทันทีหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว

ประเด็นที่สอง รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อได้ทราบลักษณะเฉพาะของรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ก็คงพอจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพิจารณาว่าจะจัดตั้งเป็นรูปแบบใดดี ทั้งนี้และทั้งนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เอื้อให้เกิดประโยชน์ มีความคล่องตัว และคงหนีไม่พ้นต้องพิจารณาเรื่องการวางแผนภาษีด้วย เท่ากับคุณต้อง Survey คร่าวๆ ว่าธุรกิจที่คุณจะทำมีภาระภาษีอย่างไรบ้างหากจัดตั้งในรูปแบบต่างๆ กัน

ตัวอย่างง่ายๆ หากคุณเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจแบบง่าย ขนาดไม่ใหญ่ รายได้ก็ควรจะมีจำนวนเงินไม่มากนัก และคุณก็จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับการจัดทำบัญชีอย่างเต็มระบบ แต่ถ้าหากคุณมีกิจกรรมมาก มีรายได้ค่อนข้างสูงแต่ฝืนธรรมชาติมาจัดตั้งเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล คุณอาจจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงถึงร้อยละ ๓๗ ในกรณีที่เงินได้สุทธิเกินกว่า ๔ ล้านบาท ในขณะที่หากคุณจัดตั้งเป็นรูปบริษัทแล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงมาหักออกจากรายได้ แล้วจึงเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓๐ ของกำไรสุทธิ อย่างนี้คงพอมองภาพออกนะครับว่า รูปแบบทางธุรกิจที่ต่างกัน จะก่อให้เกิดผลแตกต่างต่อภาระภาษีสำหรับกิจกรรมการค้าที่เหมือนๆ กันทันที
 

ห้องสนทนา   เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home : Fan Zone
เกมส์   Games Flash : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
รักและคิดถึง   พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : Emotion : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง   ฟังเพลงออนไลน์ : ภาพยนตร์ : VDO Clip : ซุบซิบดารา : สัมภาษณ์-เบื้องหลัง : เรื่องย่อละคร : ข่าวบันเทิง : ข่าวประจำวัน : ดวงประจำเดือน : ดวงประจำสัปดาห์ : มุมฟุตบอล
สารพัดความรู้   บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน   Everyday English : New Nanny : E-Dialog with Voice : รู้จักญี่ปุ่น : ท่องแดนอาทิตย์อุทัย :พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ห้องสมุด BKK   Business Letter : Song of the Week : On Khao San Road : เพลินภาษาน่ารู้ : E-Diary : ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก : ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone : เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York! : Did you know? : E-Dialog : เสวนาธุรกิจ
BKK Center   Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline : BKK Design : Site Map

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
.......................................................................................

Copyright © 1994 Bangkok Online Co.,Ltd.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form
ติดต่อเรา : บริษัท สยามคอนเนค จำกัด เลขที่ 40/141 หมู่11 ม.สุชา1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
TEL : 086-335-4404, 081-924-5742 FAX : 0-2806-3921
หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0108314852961