 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
รูปแบบทางธุรกิจ |
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา |
| |
๑๖ พ.ย. ๔๔ |
|
| |
รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา
ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผมมักจะได้รับคำถามอยู่เสมอว่า กำลังจะเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจ
แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าจะเตรียมการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องบัญชี
เลยเห็นว่าน่าจะกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้สำหรับเป็นข้อมูลประกอบความเข้าใจ
และเชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะกำลังวางแผนจะทำธุรกิจของตนเองอยู่เหมือนกัน
 |
ณ จุดเริ่มต้น ผมคิดว่าต้องถาม และตอบคำถามพื้นฐานกับตัวเองก่อนดังนี้
- ธุรกิจที่เราอยากจะทำนั้น คือธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
เป็นไปได้ในเชิงการตลาด ข้อนี้สำคัญที่สุด
- ลักษณะของกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร
- ขนาดและเงินทุนหมุนเวียน
- จำนวนบุคลากรหรือพนักงานในบริษัท
- มีใครถือหุ้นร่วมกับเราบ้าง
|
คำถามเบื้องต้นเหล่านี้ เพื่อนำมาพิจารณาว่าเราควรจะใช้รูปแบบทางธุรกิจในรูปใด
จะทำในรูป กิจการเจ้าของคนเดียว
ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล
ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือว่าบริษัทจำกัด
|
รูปแบบทางธุรกิจที่พูดถึงนี้ มีผลต่อการวางแผนในการดำเนินธุรกิจ
การจัดทำบัญชี การเสียภาษีเงินได้ และมีผลต่อการให้บริการ หรือการขายสินค้าต่อลูกค้า
ทั้งสิ้น
เคยเห็นหลายๆ คนดำเนินการทางธุรกิจโดยไม่ได้วางแผนรูปแบบของกิจการไว้ก่อน
เร่งดำเนินการค้าการขายไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เตรียมการระบบต่างๆ
ไว้รองรับ เมื่อถึงเวลาจึงมาพบว่ารูปแบบที่ตนเองจัดตั้งขึ้นมาในตอนแรกนั้น
ไม่เหมาะกับลักษณะของธุรกิจที่ตนทำ และที่สำคัญทำให้ไม่มีการวางแผนภาษีอากรไว้เลย
รูปแบบทางธุรกิจแบบ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลนั้นตามกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องจัดทำบัญชี
เพื่อนำส่งงบการเงินให้กับหน่วยงานราชการ การเสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
(แบบ ภ.ง.ด. ๙๐) ซึ่งอัตราภาษีก็เป็นลักษณะอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่
ร้อยละ ๕, ๑๐, ๒๐, ๓๐ และ ๓๗ ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนก็จะเป็นแบบเหมา
ไม่ได้หักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยว่า
เงินได้บางประเภทสามารถเลือกหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง หรือที่กรมสรรพากรเรียกว่า
ตามจำเป็นและสมควรได้ แต่ก็มีหลักปฏิบัติที่จำง่ายๆว่า หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรแล้ว
ต้องจัดทำบัญชี เพื่อสรุปค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และต้องเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐาน
พร้อมสำหรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรด้วย
กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เป็นรูปแบบกิจการแบบง่าย
ขนาดไม่ใหญ่ กล่าวคือกิจการเจ้าของคนเดียวก็คือ เป็นตัวเราเอง
ไม่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล ต่างออกมาหน่อยคือ
ประกอบด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆคือ มากกว่า ๑ คน โดยหลักการแล้วห้างหุ้นส่วนสามัญ
ต่างกับคณะบุคคลตรงที่ คณะบุคคลมักจัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการใดๆ
เป็นการเฉพาะ และมักจะไม่ได้มุ่งเพื่อการค้า และหากำไร และอาจจะยุบหรือเลิกเมื่อได้ทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจแล้ว
แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวจะหายไป และส่วนใหญ่ก็มักจะจัดตั้งขึ้น
เพื่อประกอบกิจกรรมเพื่อการค้าโดยทั่วไป ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ
และคณะบุคคล
ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เกิดขึ้นโดยมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
และสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลแล้วแต่กรณี เมื่อจัดตั้งแล้วหากมีรายได้
ก็จะต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรจากกรมสรรพากร เมื่อครบรอบปีตามปีภาษี
ซึ่งตรงกับปีปฏิทิน ก็ต้องนำส่งแบบ ภ.ง.ด.๙๐ ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ
และคณะบุคคล ไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงพาณิชย์
ส่วนกิจการเจ้าของคนเดียวนั้น ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาจัดตั้ง และยิ่งไม่ต้องจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์
ในแง่การเสียภาษีจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาซึ่งอาจเป็นในชื่อบุคคลนั้นหรืออาจมีชื่อในทางการค้า
ยกตัวอย่าง เช่น นายสำราญ ทำการค้าขายของชำ โดยตั้งชื่อร้านว่า
อรุณสวัสดิ์ อย่างนี้ก็ต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามร้านอรุณสวัสดิ์
เป็นต้น
ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทนั้น ในทางกฎหมายถือว่าเป็นนิติบุคคล
เวลาจัดตั้งก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์ และอยู่ในบังคับต้องจัดทำบัญชี
และนำส่งงบการเงินแก่หน่วยงานราชการ อันได้แก่ กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์
มีรอบบัญชี ๑๒ เดือน รอบบัญชีไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามปีปฏิทิน แต่ต้องกำหนดว่ารอบบัญชีของตนเริ่มและสิ้นสุดวันที่เท่าไร
เช่น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31 มีนาคม แต่บังคับว่าต้องมี
๑๒ เดือน
ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดนั้นเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ซึ่งใช้ฐานของกำไรสุทธิมาคำนวณภาษี ปัจจุบันอัตราภาษีร้อยละ ๓๐
ของกำไรสุทธิ และเป็นอัตราภาษีอัตราเดียวตายตัว
การจัดทำบัญชี และการเสียภาษีเงินได้ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด
และบริษัทจำกัด นั้นอาจกล่าวได้ว่าเกือบจะเหมือนกันทุกประการ
ส่วนที่แตกต่างกันของรูปแบบทั้งสองน่าจะอยู่ที่โครงสร้าง
และรายละเอียดที่จะนำมาเสนอในงบการเงิน และแบบของรายงานทางการเงิน
เช่น จะเรียกว่าผู้เป็นหุ้นส่วนสำหรับ |
 |
| ห้างหุ้นส่วนจำกัด และเรียกว่าผู้ถือหุ้นสำหรับบริษัทจำกัด
ส่วนว่าจะจัดตั้งในรูปใดนั้นคงจะต้องพิจารณาว่าโครงสร้างของทั้งสองรูปแบบนี้
มีข้อแตกต่างกัน กล่าวคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเป็นลักษณะที่คนสองคนขึ้นไปมาร่วมเป็นหุ้นส่วนกัน
คล้ายๆ กับมาลงขันกัน ส่วนบริษัทจำกัดจะเป็นลักษณะที่บริษัทมีการแบ่งทุนจดทะเบียนออกเป็นหน่วยย่อย
และมีผู้เข้ามาซื้อหุ้นที่แบ่งนั้น เงินค่าหุ้นดังกล่าวถือว่าเป็นทุนของบริษัท
นอกจากนี้จำนวนหุ้นส่วน และความสัมพันธ์ของผู้เข้าร่วมหุ้น
และขนาดของกิจกรรมที่จะทำก็เป็นปัจจัยที่จะใช้พิจารณาว่าจะจัดตั้งในรูปแบบใด
ผมมีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันในประเทศไทยนิยมจัดตั้งในรูปบริษัทจำกัดมากกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด
สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากว่า รูปแบบบริษัทจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า
และโครงสร้างก็ค่อนข้างจะเป็นทางการมากกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด
|
ประเด็นเพิ่มเติมก็คือ รูปแบบธุรกิจที่ว่ามาทั้ง
๕ แบบนั้น หากเข้าเงื่อนไขว่าประกอบกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้
ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายได้เกินกว่า ๑.๒ ล้านบาท
แล้ว ก็ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหากอีก
และมีหน้าที่ ความรับผิดชอบเฉพาะ ซึ่งโดยหลักๆ แล้วก็คือต้องยื่นเสียภาษีขายเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ
และสามารถนำ ภาษีซื้อ ซึ่งจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ
มาขอคืนได้ โดยใช้วิธีการนำภาษีซื้อมาหักภาษีขาย หากภาษีขายมากกว่า
ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ประเด็นที่อยากจะบอกในที่นี้คือ
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดอยู่ ๒ ประเด็นคือ
ประเด็นแรก คือ เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
แล้ว ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งความจริงแล้วไม่จำเป็น แต่ในทางปฏิบัติ
กิจกรรมส่วนใหญ่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่วนใหญ่มักมีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้แล้ว กิจการส่วนใหญ่ต้องการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อ
ทำให้มักจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มในทันทีหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว
ประเด็นที่สอง รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา
ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อได้ทราบลักษณะเฉพาะของรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ก็คงพอจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพิจารณาว่าจะจัดตั้งเป็นรูปแบบใดดี
ทั้งนี้และทั้งนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เอื้อให้เกิดประโยชน์ มีความคล่องตัว
และคงหนีไม่พ้นต้องพิจารณาเรื่องการวางแผนภาษีด้วย เท่ากับคุณต้อง
Survey คร่าวๆ ว่าธุรกิจที่คุณจะทำมีภาระภาษีอย่างไรบ้างหากจัดตั้งในรูปแบบต่างๆ
กัน
ตัวอย่างง่ายๆ หากคุณเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
หรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจแบบง่าย ขนาดไม่ใหญ่ รายได้ก็ควรจะมีจำนวนเงินไม่มากนัก
และคุณก็จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับการจัดทำบัญชีอย่างเต็มระบบ แต่ถ้าหากคุณมีกิจกรรมมาก
มีรายได้ค่อนข้างสูงแต่ฝืนธรรมชาติมาจัดตั้งเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว
หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล คุณอาจจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงถึงร้อยละ
๓๗ ในกรณีที่เงินได้สุทธิเกินกว่า ๔ ล้านบาท ในขณะที่หากคุณจัดตั้งเป็นรูปบริษัทแล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงมาหักออกจากรายได้
แล้วจึงเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓๐ ของกำไรสุทธิ อย่างนี้คงพอมองภาพออกนะครับว่า
รูปแบบทางธุรกิจที่ต่างกัน จะก่อให้เกิดผลแตกต่างต่อภาระภาษีสำหรับกิจกรรมการค้าที่เหมือนๆ
กันทันที |
|
|
|