 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
ส่วนของผู้ถือหุ้น |
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา |
| |
๒๕ มี.ค. ๔๘ |
|
| |
กรณีที่บริษัทมีผลการดำเนินงานกำไรอย่างต่อเนื่อง
และมีมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ให้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น เมื่อประกาศจ่าย
บริษัทจะบันทึก เงินปันผลจ่าย โดยเงินปันผลจ่ายจะเป็นยอดหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น
เสมือนหนึ่งนำยอดกำไรที่สะสมไว้ คืนแก่ผู้ถือหุ้น |
|
| |
- องค์ประกอบหลักของงบการเงินนั้นประกอบด้วย (๑) งบดุล (๒) งบกำไรขาดทุน
(๓) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และ(๔) งบกระแสเงินสด
งบดุลนั้นแสดงฐานะการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุนแสดงผลการดำเนินงาน
ส่วนที่เหลือนั้นเป็นงบที่แสดงรายการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้น
และการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดของกิจการ
- บทความนี้ ต้องการกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจกับส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล
เผื่อว่าเวลาดูงบการเงินในคราวต่อไป น่าจะให้ความสำคัญและสนใจสังเกตรายการในส่วนของผู้ถือหุ้น
ซึ่งอาจจะทำให้พบประเด็นหรือข้อมูลที่น่าสนใจที่เราเคยมองข้ามมาก่อน
- ส่วนประกอบสำคัญของ ส่วนของผู้ถือหุ้น นั้นประกอบด้วย (๑) ทุนเรือนหุ้น
(๒) กำไรสะสม (หรือขาดทุนสะสม) (๓) ส่วนเกินทุน (ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่เกินกว่าทุนอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ
เช่น เป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ หรือ
ส่วนเกินทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน เป็นต้น) และ (๔) เงินปันผลจ่าย
เป็นต้น
- ทุนเรือนหุ้นของกิจการทั่วไปนั้น ได้แก่ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว
ในงบการเงินจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชนิดของหุ้น (ได้แก่ หุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ)
จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย (และชำระแล้ว) และราคาที่ตราไว้ต่อหุ้นที่บริษัทได้จดทะเบียนแจ้งไว้แก่กระทรวงพาณิชย์ตอนจัดตั้งบริษัท
- ตัวอย่าง เช่น บริษัทออกหุ้นสามัญไว้จำนวน 10,000
หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท ทุนจดทะเบียนของบริษัทจะเท่ากับจำนวนเงิน
1 ล้านบาท
- ส่วนผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นไว้แล้วเท่าไร นั่นคือ ทุนชำระแล้ว
บริษัทต้องกำหนดว่าจะให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นไว้เป็นจำนวนเงินเท่าไร
ตามตัวอย่างเดิม สมมติว่ากำหนดให้ชำระเต็มมูลค่าหุ้น แปลว่า ผู้ถือหุ้นแต่ละราย
ต้องนำเงินมาชำระแก่บริษัท ตามสัดส่วนที่ตนเองถือหุ้นอยู่ หากบริษัทได้รับชำระมาแล้วทั้งหมด
จึงจะสามารถระบุในงบการเงินว่า ทุนชำระแล้วเต็มมูลค่าหุ้น
- มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น (มักเรียกกันว่า ราคาพาร์
หรือ Par Value) จะเท่ากับ ราคาต่อหุ้นที่จดทะเบียนไว้ ตามตัวอย่างคือ
100 บาท หากผู้ถือหุ้นถือหุ้นไว้ 100 หุ้น ก็เท่ากับต้องชำระเงินค่าหุ้น
10,000 บาท (100 หุ้น คูณราคาหุ้นละ 100 บาท) แต่ในหลายๆกรณี ราคาที่ผู้ถือหุ้นต้องชำระนั้นอาจไม่เท่ากับมูลค่าหุ้นที่ตราไว้
เรียกโดยทั่วไปว่า ซื้อหุ้นสูงกว่าราคาพาร์ บริษัทจะได้รับเงินค่าหุ้นสูงกว่าราคาหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนไว้
ส่วนที่เกินกว่ามูลค่าหุ้นนั้น บริษัทจะบันทึกไว้เป็น ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้นที่ออกจำหน่ายต่ำกว่าราคาพาร์ บริษัทจะต้องบันทึกส่วนต่างนั้นไว้เป็น
ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น ส่วนเกินมูลค่าหุ้นจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น
และส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดต่ำลง
- เมื่อบริษัทดำเนินการทางธุรกิจ มีผลการดำเนินงานเป็นผลกำไร ตอนปิดรอบบัญชี
จะโอนผลกำไรนั้นปิดเข้าไปในบัญชี กำไรสะสม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งใน
ส่วนของผู้ถือหุ้น
หากตรงกันข้าม ผลการดำเนินงานเป็นผล ขาดทุน จะโอนยอดขาดทุนมาลดยอดกำไรสะสมให้เหลือน้อยลง
หากผลการดำเนินงานขาดทุนมากๆอย่างต่อเนื่อง ยอดกำไรสะสมจะถูกลดลงจนกลายเป็นยอด
ขาดทุนสะสม หากมียอด กำไรสะสม จะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น
ในขณะที่หากมี ขาดทุนสะสม จะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าต่ำลง
ในกิจการที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่มากๆ ผลขาดทุนสะสมอาจมีมากจนเกินกว่าตัวเลขทุนของบริษัท
ในกรณีเช่นนี้ยอด ส่วนของผู้ถือหุ้น จะแสดงตัวเลขติดลบ และในงบการเงินมักจะระบุไว้ว่า
มียอด ขาดทุนเกินทุน
- กรณีที่บริษัทมีผลการดำเนินงานกำไรอย่างต่อเนื่อง
และมีมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ให้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น เมื่อประกาศจ่าย
บริษัทจะบันทึก เงินปันผลจ่าย โดยเงินปันผลจ่ายจะเป็นยอดหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น
เสมือนหนึ่งนำยอดกำไรที่สะสมไว้ คืนแก่ผู้ถือหุ้น การจ่ายเงินปันผลมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ
การกันสำรองตามกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อบริษัทจะจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันกำไรของบริษัทไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า
จนกว่าทุนสำรองนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุนจดทะเบียน โดยสำรองตามกฎหมายนี้ไม่สามารถนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลได้
- กรณีที่บริษัทมีรายการธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น อาจมีการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารหนี้หรือตราสารทุน
ตัวอย่างการลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่ การที่บริษัทนำเงินไปซื้อหุ้นกู้
หรือ ตราสารที่มีการระบุระยะเวลาที่จะต้องถือไว้และวันที่ครบกำหนด
เป็นต้น การลงทุนในตราสารทุนอาจอธิบายหรือเรียกง่ายๆว่า เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทอื่น
ทั้งสองกรณีนี้ บริษัทต้องประเมินและพิจารณามูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุนนั้น
เปรียบเทียบกับ มูลค่ายุติธรรม (หรือราคาตลาด)
- ผลแตกต่างระหว่างราคาตามบัญชี (หรือราคาทุนที่บริษัทลงไป) กับมูลค่ายุติธรรมนั้น
ในกรณีที่ถือว่าเงินลงทุนนั้นจัดประเภทเป็น หลักทรัพย์เผื่อขาย
(ซึ่งมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในเรื่อง เงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน)
แล้ว บริษัทจะต้องรับรู้ การเปลี่ยนแปลงในราคา หรือ ผลกำไรหรือขาดทุน
ไว้เป็น กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน
โดยแสดงไว้ใน ส่วนของผู้ถือหุ้น รายการดังกล่าวจะทำให้ยอด ส่วนของผู้ถือหุ้น.
สูงขึ้นหรือต่ำลง
- บางบริษัทมีสินทรัพย์ถาวร ที่เรียกกันในทางบัญชีว่า
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และเลือกใช้วิธีให้มีบริษัทผู้ประเมินราคาสินทรัพย์อิสระเข้ามาประเมินราคา
ในกรณีเช่นนี้บริษัทอาจรับรู้ผลกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ถาวรจากผลต่างระหว่างราคาตามบัญชี
และมูลค่ายุติธรรม (ซึ่งก็คือราคาตามที่ผู้ประเมินอิสระประเมินมูลค่าไว้)
กำไรหรือขาดทุนนี้บริษัทจะต้องบันทึกเข้าเป็น กำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ถาวร
โดยแสดงไว้ใน ส่วนของผู้ถือหุ้น และเช่นเดียวกัน รายการนี้จะทำให้ยอด
ส่วนของผู้ถือหุ้น สูงขึ้นหรือต่ำลง
- ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders Equity) อาจเรียกว่า ส่วนของเจ้าของ
(Owners Equity) หรือ มูลค่าสุทธิตามบัญชี (Net Worth) ในกรณีที่เรียกว่า
Net Worth นั้น เป็นการมองส่วนของผู้ถือหุ้นว่า เป็นส่วนที่แตกต่างระหว่าง
สินทรัพย์ และ หนี้สิน หรือคือ สินทรัพย์ ลบด้วย หนี้สิน นั่นเอง
- ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นตัวอย่างสำคัญๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ
ส่วนของผู้ถือหุ้น ว่าเกิดขึ้นจากปัจจัย หรือรายการธุรกิจใดบ้าง
การวิเคราะห์งบการเงินในส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่า ส่วนของเจ้าของบริษัทนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างไรบ้าง
ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า การสูงขึ้นหรือต่ำลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากรายการธุรกิจใด
หรือเกิดขึ้นจากผลการดำเนินงานเป็นหลักใหญ่
- ในงบการเงินสมัยใหม่ กฎหมายจะบังคับให้จัดทำ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
ไว้ต่างหาก ซึ่งงบดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้อ่านงบมองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้นว่า
เกิดจากรายการหรือกิจกรรมใดของกิจการ
- คราวต่อไปที่จะดูงบการเงิน อย่าลืมวิเคราะห์ในส่วนของผู้ถือหุ้น
และในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ด้วย จะพบว่ามีข้อมูลที่สำคัญแสดงอยู่ในส่วนนี้
-
-
|
|
|