โดยเงื่อนไขการรับรู้รายได้กรณีการให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์นั้น
มีสองข้อดังนี้
- ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
- สามารถวัดมูลค่าของจำนวนรายได้ ได้อย่างน่าเชื่อถือ
โดยที่
.
|
| ดอกเบี้ยรับ |
 |
รับรู้ตามสัดส่วนของเวลา โดยคำนึงถึงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์
(คือ อัตราดอกเบี้ยนั่นเอง)
|
รายได้ค่าสิทธิ |
 |
รับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง ซึ่งเป็นไปตามเนื้อหาของข้อตกลงหรือของสัญญา
|
รายได้จากเงินปันผล |
 |
รับรู้เมื่อผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผล (คือ มีการประกาศจ่าย)
|
| มีอยู่บางกรณีที่เรามอบสิทธิให้ผู้รับสิทธิโดยคิดค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนคงที่
ซึ่งไม่สามารถเรียกคืนได้ และอยู่ภายใต้สัญญาที่ยกเลิกไม่ได้
โดยผู้ใช้สิทธิสามารถใช้สิทธิได้โดยไม่มีข้อผูกพันในภายหลัง
เช่น |
สัญญาการให้สิทธิในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ |
 |
ถือว่ารับรู้รายได้เมื่อขาย |
สัญญาการให้สิทธิในการฉายภาพยนตร์ โดยผู้ให้สิทธิไม่มีอำนาจควบคุม
และไม่คิดส่วนแบ่งจากรายรับจากค่าผ่านประตูอีก |
 |
ถือว่ารับรู้รายได้เมื่อขาย |
เป็นอันว่าครบถ้วนสำหรับกิจกรรมทั้ง 3
ลักษณะที่ก่อให้เกิดรายได้ในรูปต่างๆ และเงื่อนไขการรับรู้รายได้ของกิจกรรมแต่ละอย่าง
ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการวิเคราะห์ว่าจะรับรู้รายได้เมื่อใด
ถ้าหากว่าได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกรณีที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเรื่อง
การตกแต่งงบการเงิน จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี
ในลักษณะที่พยายามให้รายได้เป็นไปตามตัวเลขที่ฝ่ายบริหารต้องการ
หรือ เพื่อให้มีกำไรตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยอาจมีความมุ่งหวัง
เพื่อให้กิจการแสดงตัวเลขผลประกอบการที่ดี ซึ่งอาจส่งผลต่อ
ราคาหุ้นของบริษัท หรือเพื่อส่งผลต่อ
ผลตอบแทนแก่ฝ่ายบริหารที่อิงตัวเลขผลประกอบการ
โดยทั่วไปแล้ว การตกแต่งตัวเลขทางบัญชีนั้นอาจทำได้โดยพยายามรับรู้รายได้โดยที่เงื่อนไขต่างๆนั้น
ยังไม่สมบูรณ์ตามองค์ประกอบอย่างแท้จริง หรือเพื่อส่งผลต่อ
และเป็นไปในลักษณะที่ไม่เคารพต่อข้อเท็จจริง และหวังว่าจะสามารถกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงไปได้เรื่อยๆ
เช่น
- บันทึกรายได้ โดยถือว่ามีการส่งมอบสินค้าในงวดปัจจุบัน
แต่รับคืนสินค้าในงวดถัดไป
- บันทึกยอดขายของงวดถัดไปมาเป็นรายได้ของงวดปัจจุบัน
โดยอาจระบุวันที่ส่งมอบสินค้า เร็วกว่ากำหนด หรือรับรู้รายได้
ณ วันที่ตรวจสอบคุณภาพก่อนวันส่งมอบ
- การนำส่วนลดจ่ายและสินค้ารับคืนมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
แทนที่จะนำไปหักรายได้จากการขาย เพื่อให้แสดงตัวเลขรายได้สูง
- การรับรู้รายได้โดยที่ยังมีความไม่แน่นอนในการรับชำระเงิน
- ขายสินค้าให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นลักษณะสร้างยอดขายเทียมขึ้น
- บันทึกเงินมัดจำรับเป็นรายได้โดยที่ยังไม่ได้ให้บริการ
- การขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาซื้อคืนในงวดถัดไป (Repurchase
Agreement)
- การนำรายการพิเศษมาแสดงเป็นรายได้
- การชะลอค่าใช้จ่ายในรูปค่าใช้จ่ายรอการตัดบัญชี
ค่าเสื่อมราคา แทนที่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน
- การประเมิน fair value ของสินทรัพย์ที่ได้รับแลกเปลี่ยนสูงกว่าที่ควรจะเป็น
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึง ก็คือ เรื่องการรับรู้รายได้นั้น
ตามทฤษฎีในมาตรฐานการบัญชีแล้ว จะเป็นเรื่องที่เข้าใจค่อนข้างยาก
หากแต่การจับเอาตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันมาเป็นโจทย์
แล้วลองวิเคราะห์ดูว่า การรับรู้รายได้ควรจะเกิดขึ้นเมื่อใด
มีเงื่อนไขพิเศษอะไรหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่นักบัญชี และผู้ที่สนใจศึกษาพึงต้องหาแบบฝึกหัดมาวิเคราะห์บ่อยๆ
โดยผมมีความเห็นว่า การอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับ
นโยบายการบัญชีที่สำคัญ ซึ่งจะต้องมีหัวข้อการรับรู้รายได้
จะทำให้เราได้ตัวอย่าง และนำมาวิเคราะห์ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจกิจการต่างๆ
และนำมาอ้างอิงกับมาตรฐานฉบับนี้ได้ดียิ่งขึ้น
|