 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว
สำหรับบริษัทที่ตั้งใหม |
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา |
| |
๑๕ ก.พ. ๔๕ |
|
| |
เรื่องของทุนจดทะเบียน และทุนเรียกชำระนั้น
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่เราจะละเลยหรือมองข้าม และไม่ให้ความสนใจอีกต่อไป
คงต้องเริ่มหันมาทำความเข้าใจ กันอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากมีผลกระทบกับบริษัทมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท
ที่เพิ่งจะเริ่มตั้งใหม่ และยังไม่ได้เรียกชำระค่าหุ้น หรือเรียกชำระค่าหุ้นในจำนวนเงิน
ที่ไม่ตรงกับที่ได้รายงานต่อนายทะเบียนบริษัท หรือกระทรวงพาณิชย์
 |
ตามปกติเมื่อมีกลุ่มบุคคลมีความต้องการที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจ
ตามขั้นตอนในการจดทะเบียน กับกระทรวงพาณิชย์ ก็จะต้องระบุว่าบริษัทมีทุนในการดำเนินงานทางธุรกิจเท่าไร
และก็ต้องระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
ซึ่งจะระบุว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้าง และถือไว้คนละกี่หุ้น
|
แต่ปัญหาที่มักพบเป็นประจำก็คือ ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เราต้องระบุจำนวนหุ้น
และราคาต่อหุ้น เช่น 100 บาทต่อหุ้น หรือ 10 บาทต่อหุ้น
หรือที่เขาเรียกกันว่า ราคาพาร์ (Par Value) นั้น คนเป็นจำนวนมากไม่มีความเข้าใจว่าบริษัทจำเป็นจะต้องวางแผน
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ด้วยว่า บริษัทจะเรียกชำระค่าหุ้นมาเป็นจำนวนเงินเท่าไร
และระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวอย่างไร จึงจะถูกต้องตรงกับความเป็นจริง |
สมมติว่า บริษัทจดทะเบียนไว้โดยมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท (100,000
หุ้นๆละ 10 บาท) ตามกฎหมายแล้วได้กำหนดไว้ว่า จะต้องมีการเรียกชำระค่าหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ
25 ของทุนจดทะเบียน เท่ากับว่า ต้องชำระขั้นต่ำ 250,000 บาท ทีนี้หากบริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น
10 คน ถือคนละ 10,000 หุ้น เท่ากับว่าแต่ละคนต้องจ่ายเงินค่าหุ้นขั้นต่ำคนละ
25,000 บาท มาเข้าบัญชีของบริษัท
แต่ที่ได้พบเห็นกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ
หรืออาจจะเนื่องจากว่าไม่ทราบข้อกำหนดดังกล่าว ในบางครั้งตั้งใจจะเรียกชำระแค่บางส่วน
แต่กลับลงไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า เงินที่เรียกชำระเท่ากับ
100 บาท หรือ 10 บาท ตามราคาพาร์ที่ถือเป็นทุนจดทะเบียน หรือเรียกว่า
เรียกชำระเต็มมูลค่าหุ้น ทำให้เป็นการบังคับไปโดยปริยายว่า ต้องเรียกชำระค่าหุ้นเต็ม
คือแต่ละคนต้องชำระค่าหุ้นเข้ามา 100,000 บาท พอถึงเวลากลับไปเรียกชำระเข้ามาจริงแค่
25,000 บาท
ทีนี้ ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลอะไรบ้าง
และผลดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทอย่างไรบ้าง
ผมขอไล่ให้ทราบเป็นข้อๆ ดังนี้
- ในแง่การแจ้งข้อมูลแก่กระทรวงพาณิชย์ หากเราแจ้งไว้ว่า ชำระเต็มมูลค่าหุ้น
แต่ในความเป็นจริง หากเงินรับจากผู้ถือหุ้นเข้ามาในบัญชีบริษัทจริงๆ
ไม่ตรงตามจำนวนที่แจ้งไว้ หรือไม่ได้มีการเรียกชำระค่าหุ้นจริง
เท่ากับว่า บริษัทแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
- ในแง่กรมสรรพากร หากเกิดกรณีดังกล่าว กรมสรรพากรจะถือเสมือนกับว่า
บริษัทได้ให้ผู้ถือหุ้นกู้เงินค่าหุ้นไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นควรจะได้จ่ายค่าหุ้นเข้ามาให้บริษัท
แต่ไม่ได้ชำระเข้ามาจริง หรือชำระเข้ามาไม่ครบ ดังนั้นบริษัทต้องถือว่าตนควรจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ให้กู้นั้นจากผู้ถือหุ้น
หรือ
- หากบริษัทไม่คิดเอาดอกเบี้ยเงินกู้ยืมค่าหุ้นนั้นจากผู้ถือหุ้นแล้ว
ในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท บริษัทจะต้องปรับปรุงรายได้ของบริษัท
โดยถือเสมือนว่ามีรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ฐานเงินได้ของบริษัท
ซึ่งใช้ฐานกำไรสุทธิ (รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย) สูงขึ้น
- ได้มีคำตัดสินจากศาลกรณีที่กรมสรรพากรกับบริษัทมีข้อพิพาท
เห็นไม่ตรงกัน ในกรณีดังกล่าว ซึ่งคำตัดสินของศาลก็โน้มเอียงไปในทิศทางเดียวกันกับ
การตีความตามที่ผมได้ระบุไว้ในข้อ 2 และข้อ 3 ข้างต้น ทำให้บริษัทต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอันเนื่องมาจากสาเหตุนี้มาแล้ว
จะเห็นได้ว่า เรื่องของทุนจดทะเบียน และทุนเรียกชำระนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่เราจะละเลยหรือมองข้าม
และไม่ให้ความสนใจอีกต่อไป คงต้องเริ่มหันมาทำความเข้าใจ กันอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากมีผลกระทบกับบริษัทมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท
ที่เพิ่งจะเริ่มตั้งใหม่ และยังไม่ได้เรียกชำระค่าหุ้น หรือเรียกชำระค่าหุ้นในจำนวนเงินที่ไม่ตรงกับที่ได้รายงานต่อนายทะเบียนบริษัท
หรือกระทรวงพาณิชย์
| ดังนั้น หากเราเริ่มต้นโดยทราบว่าจะเรียกชำระค่าหุ้นเท่าไร
ก็ให้ระบุไว้อย่างถูกต้อง ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ยื่นแก่กระทรวงพาณิชย์ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ให้สังเกตตรงช่องถัดจากจำนวนหุ้นที่ถือ ซึ่งจะระบุไว้ว่า
เงินที่ชำระแล้ว เช่น ตามตัวอย่าง ราคาหุ้นๆละ 10 บาท
|
 |
| จำนวนหุ้น 10,000
หุ้น หากเราเรียกชำระร้อยละ 25 แปลว่า เงินที่ชำระแล้ว
(หรือภาษาพูดเราจะบอกว่า เงินที่เราเรียกชำระ) จะเท่ากับ
2.5 บาท ต่อหุ้น ไม่ใช่ 10 บาท เป็นต้น และสำหรับผู้ที่ระบุไปแล้วว่า
เงินที่ชำระแล้ว เท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น แต่ความเป็นจริง
เรียกชำระเพียงร้อยละ 25 ก็คงต้องหาทางแก้ไขให้ถูกต้องด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ |
- เรียกชำระเข้ามาให้เต็มมูลค่าโดยเร็วเพื่อให้ถูกต้องตรงกัน
หรือ
- ทำการลดทุนลงให้เท่ากับทุนที่เราเรียกชำระมาจริง หรือ
- คิดดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นจากยอดเงินต้นเท่าค่าหุ้นที่ยังเรียกขาดอยู่นั้น
หรือ
- ไม่คิดดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นแต่ปรับปรุงในบัญชีกำไรขาดทุนตามแบบเสียภาษี
(ไม่ใช่ตามกำไรขาดทุนในบัญชี) เสมือนหนึ่งว่าเรามีรายได้จากการที่ได้คิดดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นจากยอดเงินค่าหุ้นที่เรียกขาดนั้น
จะเห็นได้ว่าวิธีแก้ที่พอทำได้ข้างต้น
ไม่มีวิธีที่น่าทำเท่าไร ทางเลือกที่เราจะทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
|
|
|
|