กิจการที่เข้าข่ายเป็นกิจการขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs) ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยกำหนดให้
(๑) กิจการที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน
5 ล้านบาท จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิด้วยอัตราที่ต่ำกว่าอัตราปกติ
ดังนี้
15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
25% สำหรับกำไรสุทธิ 1-3 ล้านบาท
30% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท
(๒) กิจการสามารถหักค่าเสื่อมราคาสำหรับสินทรัพย์ถาวรใน ๓ ประเภทต่อไปนี้
ด้วยอัตราพิเศษ ดังต่อไปนี้
| คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ |
หักค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นได้ร้อยละ 40 ในวันที่ได้สินทรัพย์
ส่วนที่เหลือหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน (ไม่น้อยกว่า
3 รอบบัญชี) |
| อาคารโรงงาน |
หักค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นได้ร้อยละ 25 ในวันที่ได้สินทรัพย์
ส่วนที่เหลือหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน (ไม่น้อยกว่า
20 รอบบัญชี) |
| เครื่องจักรอุปกรณ์ |
หักค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นได้ร้อยละ 40 ในวันที่ได้สินทรัพย์
ส่วนที่เหลือหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน (ไม่น้อยกว่า
5 รอบบัญชี) |
สิทธิในการหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราข้างต้นนี้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดินไม่เกิน
๒๐๐ ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน ๒๐๐ คน
(๓) กิจการที่ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ
VC) ที่ไปลงทุนหรือถือหุ้นในกิจการขนาดกลางหรือขนาดย่อม จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังต่อไปนี้
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่บริษัทมหาชนจำกัด หรือ บริษัทจำกัด
ที่ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) สำหรับรายได้ที่เป็นเงินปันผล
และประโยชน์ที่ได้รับจากการถือหุ้นในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
- ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ผู้ลงทุนสำหรับเงินปันผลและผลประโยชน์จากการโอนหุ้นที่ได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทมหาชนจำกัด
หรือ บริษัทจำกัด ที่ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC)
โดยเงื่อนไขประกอบมีดังนี้
- นิติบุคคลร่วมลงทุน (VC) ต้องเป็นบริษัทจำกัด
หรือ บริษัทมหาชนจำกัด ที่ตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย
- VC ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ภายใน ๓ ปี นับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรนี้มีผลบังคับใช้
(นับแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๕)
- VC ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่น้อยกว่า ๒๐๐
ล้านบาท และมีการชำระค่าหุ้นครั้งแรก ไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง ของทุนจดทะเบียน
และชำระค่าหุ้นที่เหลือทั้งหมดภายใน ๓ ปีนับแต่วันจดทะเบียน
- VC ต้องเข้าไปถือหุ้นในกิจการขนาดกลางหรือขนาดย่อม
ที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน ๒๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมที่ดิน และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน
๒๐๐ คน โดยลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๗ ปี (แต่หาก VC สามารถนำธุรกิจของตนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
หรือ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ได้ ระยะเวลาในการลงทุนอย่างต่อเนื่องดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียงไม่น้อยกว่
๕ ปี
- VC ต้องถือหุ้นใน SMEs ไม่น้อยกว่าทุนจดทะเบียนดังนี้
- ร้อยละ ๒๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ ๑
- ร้อยละ ๔๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ ๒
- ร้อยละ ๖๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ ๓
- ร้อยละ ๘๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ ๔ เป็นต้นไป
- VC ต้องมอบหมายให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการเงินร่วมลงทุนเป็นผู้จัดการ
VC ใน SMEs
จะเห็นว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการที่เป็น
SMEs นั้น ประกอบด้วย อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งลดลงกว่า กรณีปกติ
ซึ่งเก็บในอัตราร้อยละ ๓๐ มาเป็นตั้งแต่ร้อยละ ๑๕ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ
๓๐ ตามจำนวนเงินกำไรสุทธิ นอกจากนี้ ในกรณีที่กิจการที่เป็น SMEs มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างงาน
ซึ่งได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อาคารโรงงาน และเครื่องจักรอุปกรณ์
ก็มุ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้า
ลักษณะของสิทธิประโยชน์ในส่วนของการคิดค่าเสื่อมราคา ก็เป็นไปในลักษณะที่กิจการจะสามารถเลือกบันทึกค่าเสื่อมราคาในอัตราที่สูงกว่าปกติ
ทำให้กิจการสามารถนำไปถือเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้มากขึ้น เพื่อลดจำนวนเงินกำไรสุทธิทางภาษี
ส่วนประเด็นสิทธิประโยชน์ในส่วนที่ ๓ นั้น ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงให้กับกิจการที่เป็นพวก
Venture Capital ที่ไปลงทุนในกิจการที่เป็น SMEs ก็เป็นไปเพื่อส่งเสริมในกรณีที่กิจการSMEs
ขาดเงินลงทุน แต่มีลู่ทางและความรู้ความชำนาญในสินค้าและบริการที่ตนถนัด
ก็จะได้มีผู้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจมาร่วมลงทุนด้วย ก็จะเป็นโอกาสให้เกิดการขยายงาน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กิจการที่เป็น SMEs เอง จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขข้างต้นให้ละเอียดอีกครั้ง
เนื่องจากมีรายละเอียดบางประการที่อาจมีกรณีที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์
และเงื่อนไขด้านเวลาประกอบด้วย ยกตัวอย่างเช่น
- อาคารโรงงาน นั้น อาจไม่รวมถึง อาคารโกดังสินค้า
- ในบางกรณี กิจการได้รับอาคารโรงงานมาพร้อมกับที่ดิน ราคาซื้อ นั้นรวมราคาที่ดินและอาคาร
ไม่สามารถแบ่งแยกได้ กิจการจะทำอย่างไร (กรณีนี้ กิจการอาจต้องใช้ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินมาคำนวณหักออกจากราคารวม
เพื่อให้ได้ราคาของ อาคารโรงงาน)
- คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ที่จะใช้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเบื้องต้น
ร้อยละ ๔๐ หมายความถึงอะไรบ้าง ไม่รวมกรณีใดบ้าง (ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ไม่ถือรวมอยู่ในข่ายได้รับสิทธิประโยชน์นี้)
- กรณีใช้อาคารหลังเดียวเป็นทั้งอาคารสำนักงานและอาคารโรงงาน จะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้
(ไม่แน่ใจว่าหากสามารถหาราคาแยก ระหว่างส่วนของอาคารสำนักงาน และอาคารโรงงานได้อย่างสมเหตุสมผล
จะสามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้หรือไม่)
- กรณีที่ VC ที่ลงทุนในกิจการ SMEs ต่อมาเงื่อนไขการเป็น SMEs เปลี่ยนแปลงไป
VC ดังกล่าวก็จะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ต่อไป นับจากวันที่เงื่อนไขนั้นไม่เข้าข่ายเป็นกิจการ
SMEs ......เป็นต้น
กิจการขนาดกลางหรือขนาดย่อมนั้น เป็นส่วนที่รัฐให้ความสำคัญมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต
การที่กิจการทราบมาตรการเหล่านี้ไว้ จะช่วยให้สามารถนำมาประกอบการพิจารณาลักษณะการลงทุนได้ดีขึ้น
และสามารถลดภาระของกิจการลงจากการได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้