 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
| |
การใช้ อารยะขัดขืน นั้น เป็นทางออกในการต่อสู้
ซึ่งผู้แสดงออกอาจเลือกกระทำความผิดกฎหมายบางข้อ โดยทราบว่าอาจจะถูกจับกุมตัว
หรือมีความผิดตามกฎหมาย แต่กระทำไปเพื่อเรียกร้อง และแสดงออกให้ทราบถึงความไม่เห็นด้วยนั้น
|
|
| |
นอกจากคำว่า Tax Avoidance และ Tax Evasion ที่ได้ว่ากันไปแล้ว
ยังมีคำที่น่าสนใจอื่นๆอีก ที่เกี่ยวเนื่อง และควรกล่าวถึง
Tax Shelter หมายถึง
การกระทำใดๆเพื่อให้ลดภาระภาษีที่ตนต้องเสีย หรือเพื่อได้รับยกเว้นภาษี
ส่วนใหญ่ใช้คำนี้กับการลงทุน ตัวอย่าง เช่น (๑) การใช้ประโยชน์จากการตั้งบริษัทในต่างประเทศ
(Offshore Company) โดยประเทศนั้นๆมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า หรือได้รับยกเว้นภาษี
(๒) การนำเอาค่าเสื่อมราคา (ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน
แต่เป็นเงินลงทุนในรูปสินทรัพย์ และตัดจำหน่ายสินทรัพย์นั้นตามอายุการใช้งาน)
มาเป็นตัวหักลดหย่อนเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง (๓) การตัดมูลค่าเสื่อมสิ้นของกิจการน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นค่าลดหย่อนทางภาษี
เป็นต้น
กล่าวถึง Tax Shelter ว่าอาจทำได้โดยการไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ
ทำให้นึกถึงคำว่า Tax Haven
ที่เศรษฐีหรือองค์กรธุรกิจในระบบทุนนิยมมักไปจัดตั้งบริษัทกันในดินแดนที่มีอัตราภาษีต่ำหรือ
ยกเว้นภาษี เช่น ที่เกาะเคย์แมน (Cayman Island) หรือ เกาะบริติช เวอร์จิน
(British Virgin Island - BVI) ซึ่งมักใช้กันในภาษาไทยอย่างผิดๆว่าเป็น
สวรรค์ของผู้เสียภาษี เข้าใจว่าจะไปสับสนกับคำว่า Heaven ซึ่งแท้ที่จริงเป็น
H-A-V-E-N ไม่มี E ระหว่าง H กับ A
คำว่า Haven นั้นหมายถึง สถานที่ปลอดภัย และสงบ ซึ่งคนหนีไปพักผ่อน
หรือหลบการติดตามจากผู้อื่น เพื่อลี้ภัย หรือหนีจากอันตราย ใช้กับคำว่า
Safe เป็น Safe Haven แต่คำว่า Tax Haven นั้นหมายถึง ดินแดน หรือประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ
และคนมักเลือกไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเนื่องจากมีอัตราภาษีต่ำกว่าประเทศของตน
ในช่วงที่การเมืองบ้านเรามีกระแสต่อต้านนายกรัฐมนตรี
คงได้ยินการกล่าวถึงวิถีการต่อสู้อย่างสันติวิธี ที่เรียกกันว่า อารยะขัดขืน
หรือ Civil disobedience ซึ่งเป็นวิธีการแสดงออกถึง ความไม่เห็นด้วย
การไม่สนับสนุน และ แข็งข้อ กับอำนาจรัฐ โดยไม่ใช้ความรุนแรง
ในประวัติศาสตร์ มีการใช้อารยะขัดขืนให้เห็นกันหลายกรณี เช่น มหาตมะ
คานธี เคยแสดงออกเพื่อต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ โดยใช้วิธีอารยะขัดขืนเป็นกลยุทธในการต่อสู้
ที่บางคนเรียกว่า สัตยาเคราะห์ หรือการต่อสู้อย่างดื้อแพ่ง การต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในแอฟริกาใต้
การต่อสู้เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในอเมริกา ของ มาร์ติน
ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นต้น
ว่ากันว่า การใช้ อารยะขัดขืน นั้น เป็นทางออกในการต่อสู้
ซึ่งผู้แสดงออกอาจเลือกกระทำความผิดกฎหมายบางข้อ โดยทราบว่าอาจจะถูกจับกุมตัว
หรือมีความผิดตามกฎหมาย แต่กระทำไปเพื่อเรียกร้อง และแสดงออกให้ทราบถึงความไม่เห็นด้วยนั้น
การใช้ อารยะขัดขืน มักเกี่ยวข้องกับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เช่น การเข้าไปยึดครองสถานที่เพื่อชุมนุมและประท้วงอย่างสันติ การไม่ยอมเสียภาษีตามกฎหมาย
(Tax Resistance) ในระดับนานาชาติ การใช้ อารยะขัดขืน เป็นที่รู้จัก
และถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย และเรียกร้อง หรือต่อสู้
ขัดขืน ต่อความเป็นรัฐ และการเป็นพลเมืองของรัฐ
Tax Resistance
จึงเป็นการต่อต้าน ขัดขืนที่จะไม่เสียภาษี แม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง
Tax Resistance จึงต่างจากการหลบเลี่ยงภาษีที่มีเจตนาในการเสียภาษีให้น้อย
เพื่อหวังผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ Tax Resistance เรียกอีกอย่างว่า
Tax Protestor ในช่วงที่มีการประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีของไทย ก็มีบางคนรณรงค์ให้มีการต่อต้าน
ขัดขืนโดยการไม่ไปเสียภาษีในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงกำหนดนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ด้วยก็มี
Tax Resistance นั้นบางครั้งอาจทำโดยการยอมเสียภาษี แต่แนบจดหมายประท้วงไปพร้อมกับแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี
บางครั้งใช้วิธีการประท้วงผ่านการเสียภาษีโดยจ่ายเป็นเงินปลีก เช่น
จ่ายเงินภาษีด้วยเหรียญจำนวนมากแทนการจ่ายด้วยวิธีปกติ เพื่อเรียกร้องให้ทราบถึงการประท้วงของตน
Tax Shield หมายถึง
วิธีการที่ทำให้ผู้เสียภาษีลดภาระภาษีลงโดยใช้ รายการที่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษี
มาหักออกจากเงินได้พึงประเมิน เช่น การกู้เงินมาเพื่อเป็นทุนดำเนินงาน
จะมีดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้น แต่ดอกเบี้ยจ่ายนั้นสามารถนำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักออกจากรายได้
ซึ่งทำให้ช่วยลดจำนวนเงินค่าภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิให้น้อยลงได้
เป็นต้น คำว่า Tax Shield นั้นมีความหมายคล้ายกับคำว่า Tax
Benefit
เราอาจเคยได้ยินในวงการ การเงิน การลงทุน มักพูดกันว่า ค่าใช้จ่ายตัวนี้มี
Tax Shield หรือไม่ การลงทุนมักจะมองผลที่เกิดขึ้น โดยดูผลกระทบทางภาษีกับทางเลือกในการลงทุนเปรียบเทียบกันด้วย
Tax Holiday หมายถึง
ระยะเวลาที่รัฐงดเว้นภาษีแก่กิจการตามเงื่อนไขบางประการที่กำหนด และกิจการต้องกระทำการให้เป็นไปตามเงื่อนไขนั้น
เช่น กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อาจได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปการยกเว้นภาษีอากรในการนำเข้าเครื่องจักร
หรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ และสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยในบัตรส่งเสริมการลงทุนจะระบุระยะเวลาการยกเว้นนั้นไว้ เช่น เป็นระยะเวลา
๕ ปี หรือ ๘ ปี เป็นต้น
Tax Credit คือ การนำเอาภาษีที่เคยจ่ายไปแล้ว
มาหักออกจากจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด จะต่างจาก ค่าลดหย่อน
หรือ ค่าใช้จ่าย ที่ผู้เสียภาษีจะนำค่าลดหย่อนนั้นไปหักออกจาก ฐานของเงินได้
หรือที่เรียกว่า เงินได้พึงประเมิน บ้านเราใช้ทับศัพท์โดยเรียกว่า
เครดิตภาษี โดยหากผู้เสียภาษีคำนวณแล้วว่าต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงิน
100,000 บาท แต่เคยถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 40,000 บาท ก็สามารถนำมาหักออก
และคงเหลือภาระภาษีเพียง 60,000 บาท เป็นต้น
ตัวสุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ Tax Incidence
ซึ่งหมายถึง ภาระภาษีที่ตกแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (End User) เช่น การขึ้นภาษีน้ำมัน หรือก๊าซหุงต้ม
ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม และแน่นอนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ยานพาหนะ
และครัวเรือนที่ต้องจ่ายซื้อในราคาแพงขึ้นเนื่องจากภาระภาษีที่ผู้ผลิตนำมารวมไว้ในราคาขาย
หรืออีกตัวอย่างคือ ภาษีเกี่ยวกับยาสูบที่ทำให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น ก็จะเกิด
Tax Incidence กับผู้สูบบุหรี่โดยตรง และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้สูบบุหรี่
เป็นต้น
ยังมีอีกหลายคำที่เกี่ยวกับคำว่า Tax แต่คงจะไม่พูดถึงในที่นี้
นอกจากฝากคำกล่าวที่คงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างจากบุคคลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่อง
ภาษี
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่แน่นอน นอกจาก ความตาย
และการเสียภาษี - เบนจามิน แฟรงคลิน
"In this world nothing is certain
but death and taxes."
- Benjamin Franklin
"People often say death and taxes
are the same, but this is wrong. Death is a taxable event, but taxes
never die." (anonymous, source unknown) นิรนาม
ประโยคหลังนี้เป็นการเล่นคำ Death และ Die
เพื่อชี้ว่า การเสียภาษีนั้น แน่ กว่าความตาย เพราะ ความตายเป็นสิ่งที่อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น
(เข้าใจว่าคำ Taxable ในที่นี้มีความหมายเหมือนคำว่า must) แต่การเสียภาษีนั้นไม่เคยตายไปจากโลกนี้
....
|
|
|