 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
การคำนวณต้นทุน
|
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา |
| |
๑๐ พ.ย. ๒๕๔๗ |
|
| |
ในปัจจุบันโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีส่วนใหญ่รองรับการคำนวณด้วยวิธีถัวเฉลี่ย
และวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน ส่วนวิธีเข้าหลัง-ออกก่อนนั้นส่วนใหญ่ไม่รองรับ
จึงทำให้กิจการส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้กัน |
|
| |
- เราคงเคยได้ยินที่นักบัญชีกล่าวว่า ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า
(Lower of Cost or Market) และบางคนชอบเรียกสั้นๆว่า LCM โดยตามหลักการบัญชีนั้น
การคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือจะแสดงยอดด้วยราคาทุนของสินค้านั้น แต่ในภาวะที่สินค้าชนิดนั้นมีราคาตกต่ำลงในท้องตลาดจนราคาที่ซื้อขายกันจริง
อาจต่ำกว่าราคาทุนที่กิจการเคยซื้อมาเพื่อรอขาย ในสถานการณ์เช่นนี้
การแสดงรายการสินค้าคงเหลือต้องยึดหลักความระมัดระวัง กล่าวคือ ต้องแสดงให้เห็นว่า
กิจการมีสินทรัพย์ประเภทสินค้าคงเหลือ อยู่กับกิจการด้วยมูลค่าที่แสดงยอดต่ำไว้ก่อน
วิธีการเช่นนี้เรียกว่า ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า นั่นเอง
ตัวอย่าง กิจการเคยซื้อสินค้ามา
20 ชิ้นในราคาทุนชิ้นละ 100 บาท ต่อมาเกิดภาวะราคาตลาดของสินค้าชนิดนี้ตกต่ำเหลือราคาที่ซื้อขายกันเพียงชิ้นละ
80 บาท กิจการต้องปรับราคาตามบัญชีของสินค้าให้ลดลงเหลือเพียง 1,600
บาท (แทนที่จะแสดงด้วยราคาทุนที่ซื้อมา 2,000 บาท) แต่หากราคาตลาดสูงกว่าชิ้นละ
100 บาท เช่น ราคา 120 บาท กิจการก็จะแสดงยอดสินค้าด้วยราคาทุน 2,000
บาท ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้
| |
ราคาตลาด |
ราคาทุน
ที่ซื้อมา
|
ราคาที่กิจการต้องแสดง |
| กรณีที่ 1 |
1,600 บาท |
2,000 บาท |
1,600 บาท |
| กรณีที่ 2 |
2,400 บาท |
2,000 บาท |
2,000 บาท |
นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว การคำนวณราคาทุนของสินค้านั้น ยังมีอีกประเด็นคือ
การระบุต้นทุนในการคำนวณสินค้าที่เข้าและออกนั้น มีวิธีหลักๆให้เลือกอยู่
3 วิธี ดังต่อไปนี้
- 1. วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (First-in,
first-out)
- 2. วิธีเข้าหลัง-ออกก่อน (Last-in,
first-out)
- 3. วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted
Average)
วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน
มักเรียกสั้นๆว่า FIFO (ไฟ-โฟ) ด้วยวิธีนี้จะคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ขายออกไปด้วยราคาทุนของสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อน
วิธีนี้จะสอดคล้องกับตัวสินค้าที่เรามักนำสินค้าเก่าออกไปขายก่อน
เพื่อป้องกันสินค้านั้นเก่าหรือล้าสมัย หรือหมดอายุ
วิธีเข้าหลัง-ออกก่อน
มักเรียกสั้นๆว่า LIFO (ไล-โฟ) วิธีนี้จะคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ขายออกไปด้วยราคาทุนของสินค้าที่ซื้อเข้ามาล่าสุดย้อนกลับไปยังสินค้าที่ซื้อเข้ามาครั้งก่อน
แม้ว่าใน ความเป็นจริงกิจการจะนำสินค้าที่ซื้อมาก่อนขายออกไปก็ตาม
วิธีนี้อาจจะเหมาะกับกรณีที่สินค้ามีราคาในปัจจุบันสูงกว่าราคาในอดีตมาก
การใช้ราคา LIFO ในภาวะดังกล่าว จะทำให้ตัวเลขกำไรจากการขายสินค้านั้นสะท้อนภาวะในปัจจุบันได้ดีกว่าวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน
(กล่าวคือต่ำกว่าวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน นั่นเอง) เนื่องจากราคาทุนปัจจุบันที่กิจการจะซื้อมาเพื่อขายนั้นสูงกว่าราคาทุนเดิมของสินค้าที่ซื้อมาช่วงแรกๆมาก
วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
มักเรียกสั้นๆว่า วิธี Average วิธีนี้อาจดูเหมือนเป็นวิธีทางสายกลางที่พยายามจะปรับราคาสินค้าที่ซื้อเข้ามาใหม่กับสินค้าเดิม
ให้อยู่ในราคาเฉลี่ย และใกล้เคียงกับราคาในปัจจุบัน แต่ก็ถ่วงน้ำหนักด้วยราคาทุนของสินค้าเดิมไว้ด้วย
ตัวอย่างนี้อาจทำให้เข้าใจได้ดีขึ้นครับ
กิจการซื้อสินค้ามาทั้งหมด 4 ครั้งๆละ 1 ชิ้น ในระยะเวลาต่างๆกัน
ด้วยราคาดังต่อไปนี้
ครั้งที่ 1 ซื้อเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547, ราคา 40 บาท
ครั้งที่ 2 ซื้อเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547, ราคา 42 บาท
ครั้งที่ 3 ซื้อเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2547, ราคา 45 บาท
ครั้งที่ 4 ซื้อเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2547, ราคา 43 บาท
เมื่อกิจการขายสินค้าจำนวน 2 ชิ้น ราคาขายชิ้นละ 60 บาท
หากใช้วิธี FIFO กิจการจะมีกำไรจากการขายเท่ากับ 120 - 82 (40+42)
= 38 บาท
หากใช้วิธี LIFO กิจการจะมีกำไรจากการขายเท่ากับ 120 - 88 (43+45)
= 32 บาท
หากใช้วิธี Average กิจการจะมีกำไรจากการขายเท่ากับ 120 - 85 (42.50
x 2) = 35 บาท
ราคาถัวเฉลี่ยทุกครั้งที่ซื้อคำนวณดังนี้
| ครั้งที่ |
ราคาที่ซื้อมา |
ราคาถัวเฉลี่ย |
| 1 |
40 |
40 |
| 2 |
42 |
(40+42) หาร 2 เท่ากับ 41 บาท |
| 3 |
45 |
(40+42+45) หาร 3 เท่ากับ 42.33 บาท |
| 4 |
43 |
(40+42+45+43) หาร 4 เท่ากับ 42.50 บาท |
ชนิดของสินค้าที่เป็นหน่วยย่อยมากๆ
เช่น สินค้าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีจำนวนสินค้ามากชิ้น ขายจำนวนมากๆ
ในแต่ละครั้ง อาจไม่ควรใช้วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน หรือ วิธีเข้าหลัง-ออกก่อน
เพราะบันทึกรายการยาก เนื่องจากต้องทราบราคาของสินค้าที่ซื้อแต่ละครั้ง
วิธีถัวเฉลี่ยอาจเหมาะกับสินค้าในลักษณะนี้มากกว่า
ในปัจจุบันโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีส่วนใหญ่รองรับการคำนวณด้วยวิธีถัวเฉลี่ย
และวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน ส่วนวิธีเข้าหลัง-ออกก่อนนั้นส่วนใหญ่ไม่รองรับ
จึงทำให้กิจการส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้กัน นอกจากลักษณะสินค้าของกิจการนั้นเหมาะกับวิธีเข้าหลัง-ออกก่อน
ก็อาจต้องเลือกพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาโดยเฉพาะ
ประเด็นสำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่าแต่ละวิธีเหมาะที่จะใช้กับสถานการณ์ใด
เหมาะกับสินค้าของกิจการหรือไม่ และช่วยให้การคำนวณต้นทุนสินค้านั้นทำได้สะดวก
และสะท้อนต้นทุนของกิจการได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด
|
|
|